Surachai's profile"แบ่งปัน"PhotosBlogListsMore Tools Help

"แบ่งปัน"

"จงสุขอย่างพอดี และจงทุกข์อย่างเข้าใจ"

Surachai Wiriyadee

Occupation
Location
04 November

สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทย

 
  สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทย 
 
เขียนโดย นรา
ASTVผู้จัดการออนไลน์ , 3 พฤศจิกายน 2552 12:29 น.


       สูงไกลเหนือทะเลกว้าง ดาวโชนแสงสีเงิน
       คลื่นสงบ ลมสงัด
       เชื้อเชิญมาเยือนเรือเร็วลำน้อยของข้า
       ซานตา ลูชีอา, ซานตา ลูชีอา...
        --------------
        บทนี้ผมเขียนถึงอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ โดยมีเสียงเพลง Santa Lucia กังวานคลอในความคิดคำนึง
       
        เพลงดังกล่าวเชื่อมโยงให้หวนรำลึกไปสู่ปูชนียบุคคลอีกท่าน ซึ่งผมขอถือเอาข้อเขียนชิ้นนี้เสมือนดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก น้อมไหว้บูชาครู
       
        นั้นเป็นเพลงพื้นเมืองนาโปลีตัน เล่าพรรณนาถึงความรู้สึกของชาวเรือละแวกย่านบอร์โก ซานตา ลูชีอา แห่งอ่าวเนเปิล ที่มีต่อผืนน้ำ ม่านฟ้า ฝูงดาว ตลอดจนแถบถิ่นแผ่นดินบ้านเกิด ณ ห้วงยามสนธยา
       
        และเป็นเพลงโปรดของสุภาพบุรุษท่านหนึ่งจากฟลอเรนซ์
       
        ผ่านกาลเวลายาวนาน ระยะทางห่างไกล ท้ายสุดทำนองเพลงนี้ ได้คลี่คลายเปลี่ยนความหมายสู่พากย์ภาษาไทยในชื่อ "ศิลปากรนิยม" และกลายเป็นเพลงเกียรติยศ สง่างาม ประดับคู่กับมหาวิทยาลัยนามเดียวกัน
        --------------
        พ.ศ. 2466 ขณะที่อาจารย์เฟื้อในวัย 13 กำลังเรียนชั้นม.ศ. 3 อยู่ที่โรงเรียนวัดราชบพิธ
       
        รัฐบาลสยามได้ติดต่อขอให้รัฐบาลอิตาลี ช่วยสรรหาช่างปั้นฝีมือดี เพื่อมาทำราชการ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
       
        ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก คือชายหนุ่มอายุ 31 ปี นามว่าคอร์ราโด เฟโรจี
       
        ต้นเดือนธันวาคมปีนั้น สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ พร้อมภรรยาและบุตรสาว อำลาบ้านเกิด ลงเรือรอนแรมสู่แผ่นดินสยาม
       
        บันทึกไว้ว่า วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 (ระยะดังกล่าว รอยต่อเปลี่ยนผ่านระหว่างปีเก่า-ปีใหม่ ยังอยู่ที่เดือนเมษายน) ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เริ่มต้นเข้ารับราชการในตำแหน่งช่างปั้น สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัง
       
        กล่าวได้ว่า ศิลปะสมัยใหม่ของไทย เริ่มต้นหว่านเมล็ดพืชพันธุ์ลงสู่เนื้อดิน ตั้งแต่บัดนั้น
        --------------
        สิบปีต่อมา...
       
        หลังจากเนรเทศตนเองพ้นรั้วโรงเรียนเพาะช่างแล้ว อาจารย์เฟื้อก็ "เรียนพิเศษ" วิชาศิลปะนอกสถาบันตามลำพัง
       
        หนทางหนึ่งคือ หมั่นแวะเวียนไปพบหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สถาปนิกผู้จบจากฝรั่งเศส เพื่อไต่ถามขอความรู้และถกสนทนาวิชาศิลปะ
       
        ทางหนึ่งคือ คร่ำเคร่งฝึกฝนเขียนรูป เสร็จแล้วนำไปให้ครูขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต ออกความเห็นชี้แนะติชม
       
        ระหว่างนั้น อาจารย์เฟื้อได้ส่งผลงานภาพวาดชื่อ "ท้องนา" เข้าร่วมแสดงในอาร์ตคลับ (Art Club) ซึ่งจัดโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร
       
        ครั้งนั้น เสด็จในกรมพระกำแพงเพชร ฯ ได้มาชมงานและประทับใจต่อภาพ "ท้องนา" จนมีรับสั่งให้คุณพระเสนอพจนภาค ครูใหญ่โรงเรียนเพาะช่าง นำตัวอาจารย์เฟื้อไปเข้าเฝ้า และรับเข้าทำงานในบริษัท "โคลทนีออน" ซึ่งเสด็จในกรมฯ ท่านริเริ่มกิจการดังกล่าวขึ้นเป็นรายแรกในเมืองไทย
       
        ทำอยู่ได้ไม่นาน อาจารย์เฟื้อก็ลาออก ย้ายไปทำงานเป็นช่างฝีมือที่ "ห้องศิลป์" ของคุณหลวงนฤมิตรเลขการ (ข้อมูลอีกบางแหล่ง สะกดเป็น "หลวงนฤมิตรเรขการ") ตามด้วยงานที่ "คณะช่าง" ของครูเปรื่อง แสงเถกิง
       
        อาจารย์เฟื้อเล่าถึงเหตุการณ์ระหว่างนี้ไว้ว่า
       
        "ยายทำมาหากินเลี้ยงผมโดยค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ผมอยู่กับท่านสองคน ผมไม่อยากพูด ใจคอไม่สบายเลย แทนที่ผมจะสำเร็จเพาะช่างเป็นครูมีสตางค์เลี้ยงยายบ้าง แต่ผมกลับไปลุยเขียนรูป โจนไปโจนมา ศึกษาค้นคว้าที่โน่นที่นี่ พอเห็นยายแย่แล้ว ผมก็ไปทำงานเลี้ยง เป็นช่างเขียนได้สตางค์มาบ้างเดือนละ 15 บาท 20 บาท ก็อยู่ได้ประคองกันมาสองคนยายหลาน"
       
        ห้วงยามย่ำแย่ในการยังชีพนี้เอง อาจารย์เฟื้อก็มีโอกาสได้พบกับสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ท่านนั้น อันนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งมีทั้งประสบการณ์ดีงามทรงคุณค่าและเรื่องเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส เกิดขึ้นในระยะเวลาเหลื่อมซ้อนใกล้เคียงกัน
       
        อย่างหลังนั้น เนื่องมาจาก "ความรัก" ที่ยิ่งกว่านิยาย
        -------------
        ตลอดชีวิตการรับราชการในประเทศไทย ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี สร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญ ฝากเอาไว้ให้คนรุ่นหลังมากมาย อาทิเช่น พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานพุทธ, พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ สวนลุมพินี, พระบรมรูปพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่, พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงงานประติมากรรมประดับตกแต่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ
       
        นี่ยังไม่นับรวมงานเชิงวิชาการ ข้อเขียนบทความทางศิลปะ ตำรับตำราจำนวนมาก และอีกหลากหลายบทบาทอันมีคุณูปการต่อแผ่นดินสยามเกินกว่าจะสาธยายได้หมดครบถ้วน
       
        จนท่านได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย"
       
        แต่สิ่งที่น่าประทับใจมากสุด (ในความรู้สึกของผม) เกี่ยวกับสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ ได้แก่ ความเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่และล้ำเลิศไม่มีใดเปรียบ
       
        ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนศิลปากร และท้ายสุดปักหลักตระหง่านมั่นคงเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรจวบจนปัจจุบัน
       
        และที่เหนือกว่าการสร้างสรรค์งานประติมากรรมใด ๆ คือ ครูเฟโรจี "ปั้น" และ "เจียระไน" ศิษย์นับไม่ถ้วน ให้กลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเพชรน้ำงามประดับวงการศิลปะบ้านเรา
       
        มีตำนานและเรื่องเล่าชวนให้ซาบซึ้งใจมากมายเกี่ยวกับ "ครูแห่งครู" ผู้นี้ ซึ่งถ่ายทอดไว้ในหนังสือดีเยี่ยมที่อ่านได้ไม่รู้เบื่อชื่อ "อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์" (ผมรักและหลงใหลมาก กระทั่งนับเป็น "หนังสือในดวงใจ")
       
        ชื่อนี้เกี่ยวเนื่องกับในเวลาต่อมา (พ.ศ. 2487) โดยความผันผวนของเหตุการณ์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจีได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยากพอสมควร
       
        ปรากฏรายละเอียดใน "สาส์นสมเด็จ" (เล่มท้ายๆ) อันเป็นลายพระหัตถ์จดหมายเวรแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่าง "สองนักปราชญ์" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์
       
        สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าประทานไว้ว่า "...จะทูลข่าวให้ทรงปลงธรรมสังเวชเรื่องหนึ่ง ด้วยได้ทราบว่า เฟโรจีครูช่างปั้นถูกควบคุมตัว จะต้องเป็นเชลยเพราะชาวอิตาเลียนยอมแพ้สงครามในยุโรป ค่อยยังชั่วที่ไทยจับ เพราะไทยเลี้ยงฝรั่งเชลยด้วยปรานี ถ้าญี่ปุ่นจับ จะต้องถูกเอาไปเป็นกรรมกรทำรถไฟ คิดดูน่าอเนจอนาถใจ..."
       
        ทางออกเพื่อแก้วิกฤติของศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ก็คือ ทำการโอนสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศที่ท่านรอนแรมมาฝากชีวิตไว้
       
        นับจากวาระนั้น คนไทยก็รู้จักและเรียกขานท่าน-ด้วยความเคารพยกย่องและจิตกตัญญู-ในนามว่า "อาจารย์ศิลป์ พีระศรี"
        --------------
        พุทธศักราช 2466 เป็นที่ร่ำลือโจษจันกันในหมู่เหล่าหนุ่มสาวผู้ใฝ่ใจต่อศิลปะ ว่ามีครูดีจากต่างแดนผู้หนึ่ง ทำงานเป็นช่างปั้นให้แก่ทางการสยาม
       
        หลายคนล่วงรู้จึงพากันเข้าพบ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์
       
        ข้อมูลที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ระยะนี้ และให้ภาพแจ่มชัดสุด ได้แก่คำบอกเล่าของจงกล กำจัดโรค (เพื่อนร่วมรุ่นของอาจารย์เฟื้อที่โรงเรียนเพาะช่าง) ในหนังสือ "อาจารย์เฟื้อกับลูกศิษย์"
       
        ท่านเล่า (โดยผมตัดทอนบ้างเล็กน้อยเพื่อความกระชับและราบรื่นในการอ่าน) ดังนี้...
       
         เจอกับอาจารย์ตอนแรกเปิดประตูเข้าไป ตกใจ! โอ้โฮ! อาจารย์ตัวสูงเบ้อเร่อ ตัวเราแค่บ่า...
       
       ห้องท่านยังไม่มีอะไรเลยนะ อาจารย์ทำงานง่วนอยู่ ตัวเลอะปูน นุ่งกางเกงขาว กางเกงจีน เสื้อขาว มีผ้ากันเปื้อนผูกเอว ตัวเลอะเทอะ ผมเข้าไปหาอาจารย์ อาจารย์พูดก่อนเลย
       
       "นายเข้ามาทำไม!"
       
       "ผมจะมาติดต่อขอเรียนครับ ไม่ได้มาเที่ยวซนครับ ผมเรียนที่เพาะช่างมาแล้ว” ผมรีบบอกอธิบายให้อาจารย์ทราบ อาจารย์แกก็หัวเราะบอกว่า
       
       "เออ...ดีซิ...ดีซินาย...มาเลย มาพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาเลยนาย..."

       
        จุดเริ่มต้น ระหว่างอาจารย์ศิลป์ พีระศรีกับลูกศิษย์รุ่นแรกสุด เกิดขึ้นโดยปราศจากพิธีรีตองยุ่งยากซับซ้อน
       
        แต่ความเรียบและง่ายเช่นนี้เอง ทำให้ตำนานต่างๆ ที่ติดตามถัดมาจากนั้น ยิ่งขลังและมีเสน่ห์จับใจ
        --------------
       อีกแง่มุมหนึ่ง ผ่านมุมมองของอาจารย์เฟื้อ ในหนังสือเล่มเดียวกัน
       
        "มีพรรคพวกคนหนึ่ง ผมถือว่าเขาสำคัญในชีวิตของผมเหมือนกัน ชื่อจงกล กำจัดโรค มาชักชวนไปศึกษา ไปหาท่านอาจารย์ศิลป์..."
       
        โยนคำถามลงบนหน้ากระดาษว่า การเรียนการสอนระยะเบื้องต้นนั้นเป็นอย่างไร?
       
        คำตอบจากอาจารย์เฟื้อผ่านหนังสือดังกล่าวก็คือ "...อยากรู้ อยากได้ความรู้ก็มาหาท่าน ถามท่าน ท่านก็อธิบายให้ความรู้ความคิด ไม่มีระบบสอนอะไร เหมือนกับที่ผมก็เคยไปหาท่าน ม.จ. อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เจ้ากรมของศิลปากร ตอนที่ผมไปหาอาจารย์ศิลป์ ท่านกำลังปั้นคุณหญิงโม..."
       
        ต่อมา "...อาจารย์ท่านเห็นมากันหลายคน ท่านก็เลยจัดการสอนให้ ถึงเวลานั้นสอนไอ้นั่น ถึงเวลานี้ปฏิบัติไอ้นี่ มารวมกันอยู่ในห้องนี้ ห้องอาจารย์ศิลป์นี่เป็นจุดเกิด ห้องนี้เป็นจุดเกิดมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นสถานที่สำคัญ ไม่มีที่อื่นหรอก เดิมมีเท่านี้แหละ..."
       
        มีตำนานหนึ่งเกี่ยวกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี บอกกล่าวเล่าต่อกันมาว่า ยามเมื่อท่านอารมณ์ดีคราวใด มักจะร้องและฮัมเพลง Santa Lucia จนพลอยเป็นที่คุ้นหูและจับใจบรรดาลูกศิษย์
       
        บทเพลงดังกล่าวก็เริ่มขึ้นที่ห้องเล็กๆ แห่งนี้เช่นกัน
       
        ในจินตนาการและอารมณ์ถวิลถึง ผมแว่วๆ ได้ยินเสียงสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทยอย่างถึงพร้อมและงดงาม ร้องเพลงของชาวใต้ แทนความผูกพันต่อบ้านเกิดที่พรากจากมาไกล...
       
        Sul mare luccica l’astro d’argento.
        Placida è l’onda, prospero è il vento.
        Sul mare luccica l’astro d’argento.
        Placida è l’onda, prospero è il vento.
        Venite all’agile barchetta mia,
        Santa Lucia! Santa Lucia!
        Venite all’agile barchetta mia,
        Santa Lucia! Santa Lucia!

14 October

ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่เอ่ยคำว่า "เป็นไปไม่ได้"‏

 

  ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่เอ่ยคำว่า "เป็นไปไม่ได้"‏ 

ที่มา  : tye0297_t@hotmail.com
Date : Wed, 7 Oct 2009 21:41:51 +0700

ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่เอ่ยคำว่า "เป็นไปไม่ได้"
ไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัยไม่ใช่ความล้มเหลว
ความล้มเหลวคือความคิดที่ว่าตนเองไม่สามารถประสบความสำเร็จในชีวิตหากไม่ได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัย

โลกนี้ไม่มีงานสกปรก  งานสกปรกคืองานของคนใจสกปรกเท่านั้น
โลกนี้ไม่มีงานต่ำต้อย
งานต่ำต้อยคืองานของคนที่คิดว่าตนเองไม่มีค่าเท่านั้น

การศึกษาไม่ใช่โรงเรียน  ไม่ใช่ตำรา
ไม่ใช่มหาวิทยาลัยไม่ใช่ประกาศนียบัตร  ไม่ใช่ปริญญาบัตร
หากคือความต้องการที่จะยกระดับของปัญญาและปัญญานั้นไม่ใช่เป็นเพียงความคิดเท่านั้นหากคือความเมตตาด้วย

ดังนั้นการศึกษาจึงไม่ใช่การพัฒนาสมองส่วนเดียวหากเป็นการยกระดับจิตใจและวิถีชีวิตด้วย
การใช้ชีวิตก็เหมือนการชักว่าวในสายลมแรงคุณไม่มีเวลามาเปิดตำราว่าต้องทำอย่างไร
ความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่จากโชคไม่น่าภูมิใจเท่าความสำเร็จเล็กน้อยด้วยมือของเราเอง
เคยเห็นผึ้งฆ่าตัวตายไหม  เคยได้ยินมดบ่นไหม
เคยได้ยินแมงมุมนินทาชาวบ้านไหม
หรือว่าพวกมันรู้ว่ามีเวลาเหลือในโลกนี้เพียงเล็กน้อยจึงไม่ยอมเสียเวลาทำเรื่องที่ไร้ความหมาย
ทุกนาทีมีตัวตนของมันเพียงแวบเดียวและไม่หวนกลับมาอีก
น่าเสียดายหากต้องเสียมันไปกับการบ่น  การก่นด่าโชคชะตาการคร่ำครวญการนินทา

หนังสือก็เหมือนวิตามิน
กินชนิดเดียวตลอดเวลาไม่ได้ช่วยทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น

คบเพื่อนไม่ดีก็เหมือนพบหนังสือที่ทุกหน้าว่างเปล่าและยังอ่านต่อไป
ระบบที่เลิกยากที่สุดในสังคมคือระบบทาส
ไม่ว่ามองไปในทิศทางไหนก็เห็นแต่ทาสวัตถุ ทาสเงินตรา ทาสรถยนต์
ทาสยี่ห้อสินค้า ทาสชื่อเสียง
น่าขันที่บางคนเห็นโซ่ตรวนเป็นเครื่องประดับ 

คนที่ไม่เคยหิวย่อมไม่สามารถซาบซึ้งรสของความอิ่ม
ความสำเร็จที่ผ่านความล้มเหลวย่อมหอมหวานกว่าเดิม
หัวใจของการเดินทางไม่ใช่อยู่ที่จุดหมายหากที่ประสบการณ์สองข้างทาง
ไม่ต้องเก่งไปหมดทุกอย่าง  แต่จงสนุกกับงานทุกชิ้นที่ทำ
สังคมของเราตอนนี้เต็มไปด้วยคนที่เป็นทุกข์ สังเกตจากคนที่ต้องพูดโทรศัพท์ในโรงหนัง
โดยไม่สามารถมีความสุขง่าย    สักชั่วยามเดียว

การรีบร้อนหาแฟนก็เหมือนการเดินทางไกลโดยไม่ตรวจสภาพรถก่อน
ไม่มีอะไรเสียเวลามากไปกว่าการคิดที่จะย้อนกลับแก้อดีต
ไม่เคยมีอะไรช้าเกินไปที่จะทำในสิ่งที่ตนฝัน
โลกเรามีนักศึกษาที่เข้าโรงเรียนในวัย  60
เจ้าสาวที่แต่งงานในวัย  70
นักเขียนที่เริ่มงานเขียนตอนอายุ 80  ฯลฯ

ไม่มีใครเกิดมาไร้ค่าแม้แต่คนโง่ที่สุดก็ยังฉลาดในบางเรื่อง
และคนฉลาดที่สุดยังโง่ในหลายเรื่อง

จงพร้อมรับคำชมและคำตำหนิด้วยรอยยิ้มแบบเดียวกัน
วันใดที่คิดยอมแพ้  ลองนึกถึง
คนไร้แขนที่ว่ายน้ำได้
คนอัมพาตที่เขียนหนังสือโดยการกะพริบตา
คนตาบอดที่เล่นคอนเสิร์ต
คนพิการที่เล่นกีฬาได้ดีกว่าคนธรรมดา

วันใดที่รู้สึกเบื่อโลก  ถามโลกด้วยว่าเบื่อเราไหม
การลงทุนที่ต่ำที่สุดและให้ผลตอบแทนสูงที่สุดคือ การยิ้ม
รู้ว่าหลงทางแล้วกลับมาตั้งต้นใหม่ยังเสียเวลาน้อยกว่าเดินต่อไป
คนฉลาดผ่านวันไม่ดีด้วยดี...

ความสำเร็จของการเกิดมา

 

  ความสำเร็จของการเกิดมา 

 

ที่มา  :  tye0297_t@hotmail.com          
Date : Wed, 7 Oct 2009 21:33:57 +0700
 

 

ยิ้มให้บ่อยที่สุด หมายถึงยิ้มให้ตัวเอง และให้คนอื่น
ตื่นเช้าๆ นอนดึกสักหน่อย จะได้มีเวลาดูโลกมากๆ
เห็นโลกให้มากที่สุด นั่นหมายถึงเดินเล่นดูโลกเยอะๆ
ไม่ต้องกินทุกสิ่งที่อร่อย แต่น่าจะอร่อยกับทุกสิ่งที่กิน
ไม่ต้องรักทุกคน ไม่ต้องทำให้ทุกคนรัก แค่มีบางคนที่รักกันจริงๆ
หายใจในจังหวะที่พอดี ไม่ถี่ ไม่เนือยจนเกินไป
ได้อยู่กับครอบครัว ปล่อยมุกให้เขาฮา และฮามุกของเขา
สะสมปัญญา ไม่ใช่เพราะอยากฉลาด แต่จะได้ไม่ทุกข์
เข้าใจโลกเพิ่มขึ้นทุกวัน เข้าใจมันอย่างที่มันเป็น
ในโลกมีคน เข้าใจโลกหมายถึงเข้าใจผู้คนด้วย
โกรธให้น้อย ชีวิตสั้น โกรธกันมันเสียเวลา
ดื่มน้ำให้มาก นั่นหมายถึงน้ำทุกประเภท
บางวันโค้กก็อร่อย บางวันก็โออิชิ บางวันก็ชาอู่หลง
เกิดมาตั้งนาน จะดื่มน้ำอย่างเดียวมันเศร้าไปหน่อย
แต่ไม่น่าดื่มอะไรซ้ำๆ กันนานๆ เดี๋ยวจะหวานหรือจืดเกิน
แต่น้ำไม่ใช่คน คนไม่ได้มีไว้ดื่ม และคนหนึ่งคนก็มีหลายรสชาติ
คบคนจำนวนมาก หากดูแลใส่ใจเขาได้
หากไม่ไหว น้อยไว้อาจจะดีกว่า
หาความตื่นเต้นใหม่ๆ ให้ชีวิตบ่อยๆ จะได้รู้สึกอยากหายใจต่อไป
ไม่ทิ้งขยะไว้บนโลก โลกมีขยะเยอะแล้ว
สร้างสรรค์อะไรทิ้งไว้บ้าง มุมหนึ่งคือจะได้ภูมิใจ
อีกมุมคือ ความหมายของการเกิดมา
ฟังเพลงเพราะๆ ไม่ด่าเพลงที่ตัวเองคิดว่าไม่เพราะ
เพราะอาจมีคนอื่นเขาชอบเพลงนั้นก็ได้
เอาปากมาร้องเพลงที่เราชอบ ดีกว่าเอาปากไปด่าเพลงที่ไม่ชอบ
อ่านหนังสือให้เยอะที่สุด หนังสือดีๆ อ่านทั้งชีวิตก็ไม่หมด
ถ้าใช้เวลากับเรื่องไร้สาระน้อย จะมีเวลาให้เรื่องมีสาระเยอะ
แต่เรื่องมีสาระมีมาก เวลาเท่าไหร่ก็ไม่พอ
สาระของแต่ละคนต่างกัน
เรื่องไร้สาระของบางคนอาจเป็นเรื่องมีสาระของบางคน
มีหนังสือหลายเล่มที่อยากอ่านก่อนตาย
ถ้าตายแล้วไม่ได้อ่านก็วางมันไว้บนโลกนี่แหละ
ถ้าชาติหน้ามีจริงจะกลับมาอ่าน ถ้าไม่มีก็ดีแล้ว
คุยกับคนต่อหน้ามากกว่าผ่านอินเตอร์เน็ต
เวลาจ้องตากันนี่มันดีนะ
หลับให้สบาย วางความคิดไว้ข้างเตียง
เกิดมาทั้งทีควรหลับฝันดีทุกคืน (หรือไม่ก็ไม่ต้องฝัน)
หากมีคนที่เราอยากให้เขาฝันดี น่าจะบอกเขาบ่อยๆ
มันไม่ได้ศักดิ์สิทธิ์ขนาดจะบันดาลให้มันเป็นจริงหรอก
แต่เขาจะได้รู้สึกดีตั้งแต่ก่อนฝันแล้ว
เวลาหลับเราต้องการความสงบ เวลาตื่นต่างหากที่เราอยากยิ้ม
เกิดมาทั้งทีน่าจะได้ทดลองทำในสิ่งที่อยากทำ
รู้ได้ไงว่าจะได้เกิดมาลองอีกหน โทรไปถามพระพรหมแล้วหรือ
ความสำเร็จ คือ การได้ลงมือทำ
ความผิดพลาด คือ อยากแล้วไม่ลอง
ผิดคือครู ไม่ผิดจะเรียนรู้จากใคร
เวลาผ่านไปทุกวัน โอกาสก็ยิ่งน้อยลง
เคารพคนแก่ที่น่าเคารพ เช่นเดียวกับเคารพเด็กที่น่าเคารพ
วันหนึ่งเราจะแก่เหมือนเขา ศึกษาจากความแก่ ดูแลความชรา
เลือกดูทีวีที่ น่าดูใครก็รู้ว่า น่าดูคืออะไร
ของใครก็ของมัน
ไปทะเลบ้าง ทะเลมันกว้าง ใหญ่ ช่วยขยายใจได้
ไปภูเขาบ้าง ภูเขามันสูง ตระหง่าน อยู่นานกว่าคน
ขำ เวลาที่อยากขำ ไม่ต้องอั้นทำเก๊กว่า ไม่เห็นขำตรงไหน
ชม เวลาเจออะไรที่ชอบ เก็บเอาไว้ ตายไปไม่ได้บอก
ชื่นชม สิ่งที่อยากชื่นชม
หากมัวเอาเวลาไปตั้งแง่ จะเหลือเวลาที่ไหนให้ชื่นชม
ความสำเร็จอาจเหมือนก้อนอิฐ ที่ต้องก่อร่างทีละก้อน
เพื่อเห็นผลสำเร็จในปั้นปลาย หากไม่ก่อวันนี้จะมีตึกไหม
หรืออาจเหมือนลมหายใจที่ไหลวนปนอยู่ในชีวิตทุกวินาที
แทนที่จะสำเร็จตอนอายุสี่สิบ ห้าสิบ หกสิบ หรือเจ็ดสิบ
ทำไมเราไม่สำเร็จมัน ณ วินาทีนี้เลย
คนเราอาจประสบความสำเร็จได้ในทุกวินาที
แต่เราจะประสบความสำเร็จได้
คงต้องตอบตัวเองก่อนว่า
นิยามของความสำเร็จของเราคืออะไร
เมื่อตอบได้ และทำมันสำเร็จ
นั่นอาจนับได้ว่า เกิดมา เราประสบความสำเร็จแล้ว.....

08 October

คำว่า"อัจฉริยะ" ในมุมมองของ โทมัส อัลวา เอดิสัน

 

คำว่า"อัจฉริยะ"ในความคิดของผม
ประกอบด้วยพรสวรรค์เพียง 1% ส่วนอีก 99% มาจากความพยายาม

 
โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison)
02 October

โครงการของขวัญวันเด็กน้อง มูลนิธิกระจกเงา ( สมุดระบายสี + สีเทียน )

 

           โครงการของขวัญวันเด็กน้อง ( สมุดระบายสี + สีเทียน )

 

   ต้องขอโทษเพื่อนๆ ก่อนนะ เราไม่เคยทำโครงการแบบนี้มาก่อนเลย แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง การบริหารจัดการอาจจะยังไม่ค่อยดีนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราระมัดระวังมากที่สุดคือ ความโปร่งใส ความชัดเจนของเรื่องยอดเงินและการถูกนำไปใช้  เราเข้าใจว่าเพื่อนๆไว้ใจ แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ เราอยากให้ทุกคนสบายใจที่ได้ร่วมกันทำอะไรดีๆ ได้ร่วมกันแบ่งปันโอกาส และได้ร่วมกันแบ่งปันความสุขเล็กๆ ให้กับน้องๆ นะ


วิธีการดำเนินการต่างๆ อาจดูแล้วลูกทุ่งมากๆ ถ้ามีส่วนใดที่คิดว่าน่าจะดีกว่า ลองช่วยกันเสนอมาได้นะครับ

 

 

 

           ที่มาของโครงการ


   เราไม่มี link โครงการหรืออะไรที่เป็นทางการเลย เพราะมันเริ่มมาจากการสนทนาของเรากับเจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงา ตามด้านล่างนี้นะครับ ( เราขออนุญาตปิดในส่วนของอีเมลล์ของเจ้าหน้าที่มูลนิธิกระจกเงานะครับ เพราะยังไม่ได้ขออนุญาตเขา แต่ถ้าต้องการทราบ ให้อีเมลล์มาถามเราส่วนตัวดูจะเหมาะสมกว่านะครับ ) ( บางข้อความที่ขาดหายไป คือ อีโมชั่นใน msn ที่ copy มาไม่ได้นะครับ )

 

เริ่มการสนทนา: Thursday, June 25, 2009

·                            tookaikong.multiply.com (wsurachai1@hotmail.com)

·                            (L)•.¸°_«¤´¯`¤»°_ นางมารน้อย   แห่งหุบเขากระจกเงา...•.¸°_«¤´¯`¤»°_

(12:55 PM) tookaikong.multi:

ต้องการชุดนักเรียนมือ 2 เหรอ

(12:55 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ตอนนี้ปิดรับแล้วค่ะ

(12:56 PM) tookaikong.multi:

เห็นมีคนฟอร์เวิร์ดเมลล์มา

(12:56 PM) tookaikong.multi:

อืม

(12:56 PM) tookaikong.multi:

(12:57 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

เราทำการระดมชุดลูกเสือและยุวกาชาด

(12:57 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ของขวัญวันเด็ก

(12:57 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

และผ้าห่ม

(12:57 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

หรือสนใจบริจาคส่วนนี้ก็ได้นะค่ะ

(12:57 PM) tookaikong.multi:

ของขวัญเช่นอะไร

(12:57 PM) tookaikong.multi:

สมุดระบายสี

(12:57 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ได้ทุกอย่างเลยค่ะ

(12:57 PM) tookaikong.multi:

เด็กน่าจะชอบนะ

(12:58 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ใช่ค่ะ

(12:58 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

บางครั้งไม่มีใครยอมเอาตุ๊กตาเลยค่ะ

(12:58 PM) tookaikong.multi:

เดี๋ยวเราดูสมุดระบายสีให้เด็กๆ ดีกว่า

(12:58 PM) tookaikong.multi:

(12:58 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

http://www.bannok.com/autopage/show_page.php?t=1&s_id=205&d_id=207

(12:58 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

เป็นลิงค์ระดมทุนด่วนค่ะ

(12:58 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

รบกวนประชาสัมพันธ์ต่อด้วยนะค่ะ

(12:59 PM) tookaikong.multi:

ล่ายๆๆ

(12:59 PM) tookaikong.multi:

เดี๋ยวจัดการให้

(12:59 PM) tookaikong.multi:

(12:59 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ของคุงคร้าาาาาาา

(12:59 PM) tookaikong.multi:

(12:59 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

เอาแบบไม่รีบแต่ด่วน

(12:59 PM) tookaikong.multi:

 มันต่างกันชิมิ๊

(1:00 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ใช่

(1:00 PM) tookaikong.multi:

 ก๊าบบบบบบบบ ไม่รีบ แต่ด่วน

(1:00 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ของคุณคร้าบบบบ

(1:00 PM) tookaikong.multi:

(1:08 PM) tookaikong.multi:

สมุดระบายสีประมาณเท่าไหร่ดี

(1:08 PM) tookaikong.multi:

เป็นแบบผู้ชายหรือผู้หญิง

(1:10 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

ทั้งชายและหญิงค่ะ

(1:10 PM) •.¸°_«¤´¯`¤»°_:

จำนวนแล้วแต่ค่ะ

 

 

 

           วิธีการดำเนินการ

  1. หลังจากสรุปยอดเงิน (ยอดเงินจะแสดงอยู่บรรทัดด้านล่างของบล๊อคนี้นะครับ) เราจะติดต่อสั่งสินค้ากับทางคุณหนิง อักษรา ฟอร์ คิดส์ ซึ่งทางคุณหนิงได้ลดราคา + ช่วยจัดหาเรื่องสีเทียนให้ด้วย ขอบคุณคุณหนิงด้วยนะครับ ( น้องๆ ต้องยิ้มแก้มปริแน่ๆ เลย Tongue out ) 
  2. เมื่อสรุปเรื่องการสั่งของเรียบร้อยแล้ว (คุณหนิงจะส่งแคตตาลอคมาให้เราเลือกว่าต้องการเล่มไหน ซึ่งเราจะส่งลิ๊งให้เพื่อนๆ ช่วยกันเลือกอีกทีนะครับ ) หลังจากนั้นทางคุณหนิงจะส่งสินค้าพร้อมใบเสร็จรับเงินมาที่เรา หลังจากที่เราได้รับสินค้า เราจะถ่ายรูปสินค้า + ใบเสร็จเพื่อเตรียมจัดส่งให้เพื่อนๆ ที่ร่วมในโครงการนี้นะครับ
  3. วันที่เราไปส่งของที่ไปรษณีย์ เราจะถ่ายรูปสินค้าก่อนบรรจุลงกล่อง, รายละเอียดที่อยู่ และใบเสร็จที่ได้รับจากทางไปรษณีย์ เพื่อจัดส่งให้เพื่อนเช่นเดิมนะ 

 

 

           วิธีการร่วมสมทบ

  1.  แสดงความจำนงและบริจาคเงินผ่านวิธีการโอนเงินมาที่    ธนาคารไทยพาณิชย์  สาขาบางโคล่ บัญชีออมทรัพย์  สุรชัย วิริยะดี  เลขที่บัญชี 095-235736-7 
    หลังจากที่โอนเงินมาแล้ว รบกวนแจ้งเราหน่อยนะว่าโอนมาเท่าไหร่ เพราะเราไม่ได้ update สมุดบัญชีเงินฝากบ่อยนัก และมันเป็นบัญชีเดียวกับที่เราใช้อยู่ 
    พอเพื่อนๆ แจ้งเรามา เราจะพิมพ์แจ้งยอดเงินสมทบทุนไว้ที่รายชื่อด้านล่าง และเราจะกดเงินออกมาตามที่แจ้งเรานะ
  2. อีกวิธีหนึ่งคือ ส่งเป็นของมาร่วมกัน แต่ถ้าเป็นของที่จำนวนมากๆ หรือชิ้นใหญ่ เราอยากให้ส่งไปที่มูลนิธิเองเลย เพราะเราจะได้ประหยัดในส่วนของค่าส่งแล้วนำเงินในส่วนนั้นไปซื้อเป็นของให้น้องแทนนะครับ

 

           วันที่ปิดโครงการ

 

      ปิดรับยอดเงินบริจาควันที่ 19 ตุลาคม 2552 นะครับ หลังจากนั้นจะกระจาย link ของทางอักษราให้คนที่ร่วมบริจาคช่วยๆ กันเลือกหนังสือ และจะดำเนินการสั่งของกับทางคุณหนิงวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ครับ    

 

           ยอดผู้ร่วมสมทบเงิน

 

1. สุรชัย วิริยะดี                                                           500 บาท -ได้รับเงินแล้ว

2. อังคณา ทิพวัฒน์ (แป้นศรี มณีเด้ง )                        500 บาท -ได้รับเงินแล้ว

3. วราภรณ์ วิจารณ์พล                                                 500 บาท -ได้รับเงินแล้ว

4. รายได้จากขายของ "Ziim"                                      200 บาท -ได้รับเงินแล้ว

5. รายได้จากขายของ "Paper I am"                              30 บาท  -ได้รับเงินแล้ว

6. รายได้จากขายของ "Paper I am"                              15 บาท -ได้รับเงินแล้ว
7. รายได้จากขายของ "Paper I am"                              22 บาท -ได้รับเงินแล้ว
8. นพดล โพธิโชติ  (พี่โค๊ช)                                         300 บาท - ได้รับเงินแล้ว

9. รัชนี  นิมมานเทอดวงศ์  (ฮั่น)                                  299 บาท -ได้รับเงินแล้ว

10. ธิดารัตน์ - ไพโรจน์ และ ด.ช.ธีร ชุมบัวจันทร์       500 บาท - ได้รับเงินแล้ว

11. สมใจ วิริยะดี - สุชาญ แก้วกระจ่าง
      และมังกร - ดรากอน                                               100 บาท - ได้รับเงินแล้ว
12. วรรณา วิริยะดี                                                         100 บาท - ได้รับเงินแล้ว
13. ขวัญชนก เดชกำแหง                                              500 บาท - ได้รับเงินแล้ว

14. หนูพลอย ณ บางแสน                                             300 บาท - ได้รับเงินแล้ว
15. นัยนา ชำนาญดี                                                       200 บาท - ได้รับเงินแล้ว
16. พิมลพร ฉัพพรรณรังษี                                           500 บาท - ได้รับเงินแล้ว
17. ด.ช.วิภู โอภาพงพันธ์                                              300 บาท - ได้รับเงินแล้ว
18. กัญจ์ธีมา วิบูลย์วิภา                                                 713 บาท - ได้รับเงินแล้ว


                                     ยอดบริจาครวมปัจจุบัน      =  5,579 บาท

 

 

  
 
Thanks for visiting!
Please wait...
Sorry, the comment you entered is too long. Please shorten it.
You didn't enter anything. Please try again.
Sorry, we can't add your comment right now. Please try again later.
To add a comment, you need permission from your parent. Ask for permission
Your parent has turned off comments.
Sorry, we can't delete your comment right now. Please try again later.
You've exceeded the maximum number of comments that can be left in one day. Please try again in 24 hours.
Your account has had the ability to leave comments disabled because our systems indicate that you may be spamming other users. If you believe that your account has been disabled in error please contact Windows Live support.
Complete the security check below to finish leaving your comment.
The characters you type in the security check must match the characters in the picture or audio.
Photo 1 of 5