Surachai's profile"แบ่งปัน"PhotosBlogListsMore ![]() | Help |
"แบ่งปัน""จงสุขอย่างพอดี และจงทุกข์อย่างเข้าใจ" |
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|
04 November สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทย สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทย
เขียนโดย นรา
สูงไกลเหนือทะเลกว้าง ดาวโชนแสงสีเงิน คลื่นสงบ ลมสงัด เชื้อเชิญมาเยือนเรือเร็วลำน้อยของข้า ซานตา ลูชีอา, ซานตา ลูชีอา... -------------- บทนี้ผมเขียนถึงอาจารย์เฟื้อ หริพิทักษ์ โดยมีเสียงเพลง Santa Lucia กังวานคลอในความคิดคำนึง เพลงดังกล่าวเชื่อมโยงให้หวนรำลึกไปสู่ปูชนียบุคคลอีกท่าน ซึ่งผมขอถือเอาข้อเขียนชิ้นนี้เสมือนดอกเข็ม ดอกมะเขือ และหญ้าแพรก น้อมไหว้บูชาครู นั้นเป็นเพลงพื้นเมืองนาโปลีตัน เล่าพรรณนาถึงความรู้สึกของชาวเรือละแวกย่านบอร์โก ซานตา ลูชีอา แห่งอ่าวเนเปิล ที่มีต่อผืนน้ำ ม่านฟ้า ฝูงดาว ตลอดจนแถบถิ่นแผ่นดินบ้านเกิด ณ ห้วงยามสนธยา และเป็นเพลงโปรดของสุภาพบุรุษท่านหนึ่งจากฟลอเรนซ์ ผ่านกาลเวลายาวนาน ระยะทางห่างไกล ท้ายสุดทำนองเพลงนี้ ได้คลี่คลายเปลี่ยนความหมายสู่พากย์ภาษาไทยในชื่อ "ศิลปากรนิยม" และกลายเป็นเพลงเกียรติยศ สง่างาม ประดับคู่กับมหาวิทยาลัยนามเดียวกัน -------------- พ.ศ. 2466 ขณะที่อาจารย์เฟื้อในวัย 13 กำลังเรียนชั้นม.ศ. 3 อยู่ที่โรงเรียนวัดราชบพิธ รัฐบาลสยามได้ติดต่อขอให้รัฐบาลอิตาลี ช่วยสรรหาช่างปั้นฝีมือดี เพื่อมาทำราชการ ตามพระราชประสงค์ของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ผู้ที่ได้รับการคัดเลือก คือชายหนุ่มอายุ 31 ปี นามว่าคอร์ราโด เฟโรจี ต้นเดือนธันวาคมปีนั้น สุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ พร้อมภรรยาและบุตรสาว อำลาบ้านเกิด ลงเรือรอนแรมสู่แผ่นดินสยาม บันทึกไว้ว่า วันที่ 14 มกราคม พ.ศ. 2466 (ระยะดังกล่าว รอยต่อเปลี่ยนผ่านระหว่างปีเก่า-ปีใหม่ ยังอยู่ที่เดือนเมษายน) ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เริ่มต้นเข้ารับราชการในตำแหน่งช่างปั้น สังกัดกรมศิลปากร กระทรวงวัง กล่าวได้ว่า ศิลปะสมัยใหม่ของไทย เริ่มต้นหว่านเมล็ดพืชพันธุ์ลงสู่เนื้อดิน ตั้งแต่บัดนั้น -------------- สิบปีต่อมา... หลังจากเนรเทศตนเองพ้นรั้วโรงเรียนเพาะช่างแล้ว อาจารย์เฟื้อก็ "เรียนพิเศษ" วิชาศิลปะนอกสถาบันตามลำพัง หนทางหนึ่งคือ หมั่นแวะเวียนไปพบหม่อมเจ้าอิทธิเทพสรรค์ กฤดากร สถาปนิกผู้จบจากฝรั่งเศส เพื่อไต่ถามขอความรู้และถกสนทนาวิชาศิลปะ ทางหนึ่งคือ คร่ำเคร่งฝึกฝนเขียนรูป เสร็จแล้วนำไปให้ครูขุนปฏิภาคพิมพ์ลิขิต ออกความเห็นชี้แนะติชม ระหว่างนั้น อาจารย์เฟื้อได้ส่งผลงานภาพวาดชื่อ "ท้องนา" เข้าร่วมแสดงในอาร์ตคลับ (Art Club) ซึ่งจัดโดยสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร ครั้งนั้น เสด็จในกรมพระกำแพงเพชร ฯ ได้มาชมงานและประทับใจต่อภาพ "ท้องนา" จนมีรับสั่งให้คุณพระเสนอพจนภาค ครูใหญ่โรงเรียนเพาะช่าง นำตัวอาจารย์เฟื้อไปเข้าเฝ้า และรับเข้าทำงานในบริษัท "โคลทนีออน" ซึ่งเสด็จในกรมฯ ท่านริเริ่มกิจการดังกล่าวขึ้นเป็นรายแรกในเมืองไทย ทำอยู่ได้ไม่นาน อาจารย์เฟื้อก็ลาออก ย้ายไปทำงานเป็นช่างฝีมือที่ "ห้องศิลป์" ของคุณหลวงนฤมิตรเลขการ (ข้อมูลอีกบางแหล่ง สะกดเป็น "หลวงนฤมิตรเรขการ") ตามด้วยงานที่ "คณะช่าง" ของครูเปรื่อง แสงเถกิง อาจารย์เฟื้อเล่าถึงเหตุการณ์ระหว่างนี้ไว้ว่า "ยายทำมาหากินเลี้ยงผมโดยค้าขายเล็กๆ น้อยๆ ผมอยู่กับท่านสองคน ผมไม่อยากพูด ใจคอไม่สบายเลย แทนที่ผมจะสำเร็จเพาะช่างเป็นครูมีสตางค์เลี้ยงยายบ้าง แต่ผมกลับไปลุยเขียนรูป โจนไปโจนมา ศึกษาค้นคว้าที่โน่นที่นี่ พอเห็นยายแย่แล้ว ผมก็ไปทำงานเลี้ยง เป็นช่างเขียนได้สตางค์มาบ้างเดือนละ 15 บาท 20 บาท ก็อยู่ได้ประคองกันมาสองคนยายหลาน" ห้วงยามย่ำแย่ในการยังชีพนี้เอง อาจารย์เฟื้อก็มีโอกาสได้พบกับสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ท่านนั้น อันนำไปสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญในชีวิต ซึ่งมีทั้งประสบการณ์ดีงามทรงคุณค่าและเรื่องเจ็บปวดรวดร้าวแสนสาหัส เกิดขึ้นในระยะเวลาเหลื่อมซ้อนใกล้เคียงกัน อย่างหลังนั้น เนื่องมาจาก "ความรัก" ที่ยิ่งกว่านิยาย ------------- ตลอดชีวิตการรับราชการในประเทศไทย ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี สร้างสรรค์ผลงานชิ้นสำคัญ ฝากเอาไว้ให้คนรุ่นหลังมากมาย อาทิเช่น พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลก ซึ่งประดิษฐานอยู่ ณ เชิงสะพานพุทธ, พระบรมรูปพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ สวนลุมพินี, พระบรมรูปพระเจ้าตากสินมหาราช ณ วงเวียนใหญ่, พระบรมรูปสมเด็จพระนเรศวรมหาราช ณ อนุสรณ์ดอนเจดีย์, อนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี จังหวัดนครราชสีมา รวมถึงงานประติมากรรมประดับตกแต่งที่อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ฯลฯ นี่ยังไม่นับรวมงานเชิงวิชาการ ข้อเขียนบทความทางศิลปะ ตำรับตำราจำนวนมาก และอีกหลากหลายบทบาทอันมีคุณูปการต่อแผ่นดินสยามเกินกว่าจะสาธยายได้หมดครบถ้วน จนท่านได้รับการยกย่องให้เป็น "บิดาแห่งศิลปะสมัยใหม่ของไทย" แต่สิ่งที่น่าประทับใจมากสุด (ในความรู้สึกของผม) เกี่ยวกับสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ ได้แก่ ความเป็นครูผู้ยิ่งใหญ่และล้ำเลิศไม่มีใดเปรียบ ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี เป็นบุคคลสำคัญยิ่งในการก่อตั้งโรงเรียนประณีตศิลปกรรม ต่อมาเปลี่ยนเป็นโรงเรียนศิลปากร และท้ายสุดปักหลักตระหง่านมั่นคงเป็นมหาวิทยาลัยศิลปากรจวบจนปัจจุบัน และที่เหนือกว่าการสร้างสรรค์งานประติมากรรมใด ๆ คือ ครูเฟโรจี "ปั้น" และ "เจียระไน" ศิษย์นับไม่ถ้วน ให้กลายเป็นศิลปินผู้ยิ่งใหญ่ เป็นเพชรน้ำงามประดับวงการศิลปะบ้านเรา มีตำนานและเรื่องเล่าชวนให้ซาบซึ้งใจมากมายเกี่ยวกับ "ครูแห่งครู" ผู้นี้ ซึ่งถ่ายทอดไว้ในหนังสือดีเยี่ยมที่อ่านได้ไม่รู้เบื่อชื่อ "อาจารย์ศิลป์กับลูกศิษย์" (ผมรักและหลงใหลมาก กระทั่งนับเป็น "หนังสือในดวงใจ") ชื่อนี้เกี่ยวเนื่องกับในเวลาต่อมา (พ.ศ. 2487) โดยความผันผวนของเหตุการณ์ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 ศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจีได้รับความเดือดร้อนทุกข์ยากพอสมควร ปรากฏรายละเอียดใน "สาส์นสมเด็จ" (เล่มท้ายๆ) อันเป็นลายพระหัตถ์จดหมายเวรแลกเปลี่ยนความรู้ ระหว่าง "สองนักปราชญ์" สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ และสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอเจ้าฟ้ากรมพระยานริศรานุวัดติวงศ์ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เล่าประทานไว้ว่า "...จะทูลข่าวให้ทรงปลงธรรมสังเวชเรื่องหนึ่ง ด้วยได้ทราบว่า เฟโรจีครูช่างปั้นถูกควบคุมตัว จะต้องเป็นเชลยเพราะชาวอิตาเลียนยอมแพ้สงครามในยุโรป ค่อยยังชั่วที่ไทยจับ เพราะไทยเลี้ยงฝรั่งเชลยด้วยปรานี ถ้าญี่ปุ่นจับ จะต้องถูกเอาไปเป็นกรรมกรทำรถไฟ คิดดูน่าอเนจอนาถใจ..." ทางออกเพื่อแก้วิกฤติของศาสตราจารย์คอร์ราโด เฟโรจี ก็คือ ทำการโอนสัญชาติเป็นพลเมืองของประเทศที่ท่านรอนแรมมาฝากชีวิตไว้ นับจากวาระนั้น คนไทยก็รู้จักและเรียกขานท่าน-ด้วยความเคารพยกย่องและจิตกตัญญู-ในนามว่า "อาจารย์ศิลป์ พีระศรี" -------------- พุทธศักราช 2466 เป็นที่ร่ำลือโจษจันกันในหมู่เหล่าหนุ่มสาวผู้ใฝ่ใจต่อศิลปะ ว่ามีครูดีจากต่างแดนผู้หนึ่ง ทำงานเป็นช่างปั้นให้แก่ทางการสยาม หลายคนล่วงรู้จึงพากันเข้าพบ เพื่อขอฝากตัวเป็นศิษย์ ข้อมูลที่ถ่ายทอดเหตุการณ์ระยะนี้ และให้ภาพแจ่มชัดสุด ได้แก่คำบอกเล่าของจงกล กำจัดโรค (เพื่อนร่วมรุ่นของอาจารย์เฟื้อที่โรงเรียนเพาะช่าง) ในหนังสือ "อาจารย์เฟื้อกับลูกศิษย์" ท่านเล่า (โดยผมตัดทอนบ้างเล็กน้อยเพื่อความกระชับและราบรื่นในการอ่าน) ดังนี้... เจอกับอาจารย์ตอนแรกเปิดประตูเข้าไป ตกใจ! โอ้โฮ! อาจารย์ตัวสูงเบ้อเร่อ ตัวเราแค่บ่า... ห้องท่านยังไม่มีอะไรเลยนะ อาจารย์ทำงานง่วนอยู่ ตัวเลอะปูน นุ่งกางเกงขาว กางเกงจีน เสื้อขาว มีผ้ากันเปื้อนผูกเอว ตัวเลอะเทอะ ผมเข้าไปหาอาจารย์ อาจารย์พูดก่อนเลย "นายเข้ามาทำไม!" "ผมจะมาติดต่อขอเรียนครับ ไม่ได้มาเที่ยวซนครับ ผมเรียนที่เพาะช่างมาแล้ว” ผมรีบบอกอธิบายให้อาจารย์ทราบ อาจารย์แกก็หัวเราะบอกว่า "เออ...ดีซิ...ดีซินาย...มาเลย มาพรุ่งนี้ มะรืนนี้ มาเลยนาย..." จุดเริ่มต้น ระหว่างอาจารย์ศิลป์ พีระศรีกับลูกศิษย์รุ่นแรกสุด เกิดขึ้นโดยปราศจากพิธีรีตองยุ่งยากซับซ้อน แต่ความเรียบและง่ายเช่นนี้เอง ทำให้ตำนานต่างๆ ที่ติดตามถัดมาจากนั้น ยิ่งขลังและมีเสน่ห์จับใจ -------------- อีกแง่มุมหนึ่ง ผ่านมุมมองของอาจารย์เฟื้อ ในหนังสือเล่มเดียวกัน "มีพรรคพวกคนหนึ่ง ผมถือว่าเขาสำคัญในชีวิตของผมเหมือนกัน ชื่อจงกล กำจัดโรค มาชักชวนไปศึกษา ไปหาท่านอาจารย์ศิลป์..." โยนคำถามลงบนหน้ากระดาษว่า การเรียนการสอนระยะเบื้องต้นนั้นเป็นอย่างไร? คำตอบจากอาจารย์เฟื้อผ่านหนังสือดังกล่าวก็คือ "...อยากรู้ อยากได้ความรู้ก็มาหาท่าน ถามท่าน ท่านก็อธิบายให้ความรู้ความคิด ไม่มีระบบสอนอะไร เหมือนกับที่ผมก็เคยไปหาท่าน ม.จ. อิทธิเทพสรรค์ กฤดากร เจ้ากรมของศิลปากร ตอนที่ผมไปหาอาจารย์ศิลป์ ท่านกำลังปั้นคุณหญิงโม..." ต่อมา "...อาจารย์ท่านเห็นมากันหลายคน ท่านก็เลยจัดการสอนให้ ถึงเวลานั้นสอนไอ้นั่น ถึงเวลานี้ปฏิบัติไอ้นี่ มารวมกันอยู่ในห้องนี้ ห้องอาจารย์ศิลป์นี่เป็นจุดเกิด ห้องนี้เป็นจุดเกิดมหาวิทยาลัยศิลปากร เป็นสถานที่สำคัญ ไม่มีที่อื่นหรอก เดิมมีเท่านี้แหละ..." มีตำนานหนึ่งเกี่ยวกับอาจารย์ศิลป์ พีระศรี บอกกล่าวเล่าต่อกันมาว่า ยามเมื่อท่านอารมณ์ดีคราวใด มักจะร้องและฮัมเพลง Santa Lucia จนพลอยเป็นที่คุ้นหูและจับใจบรรดาลูกศิษย์ บทเพลงดังกล่าวก็เริ่มขึ้นที่ห้องเล็กๆ แห่งนี้เช่นกัน ในจินตนาการและอารมณ์ถวิลถึง ผมแว่วๆ ได้ยินเสียงสุภาพบุรุษจากฟลอเรนซ์ผู้กลายมาเป็นคนไทยอย่างถึงพร้อมและงดงาม ร้องเพลงของชาวใต้ แทนความผูกพันต่อบ้านเกิดที่พรากจากมาไกล... Sul mare luccica l’astro d’argento. Placida è l’onda, prospero è il vento. Sul mare luccica l’astro d’argento. Placida è l’onda, prospero è il vento. Venite all’agile barchetta mia, Santa Lucia! Santa Lucia! Venite all’agile barchetta mia, Santa Lucia! Santa Lucia! 14 October ความพ่ายแพ้ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเกิดขึ้นตั้งแต่เอ่ยคำว่า "เป็นไปไม่ได้"
ความสำเร็จของการเกิดมา
08 October คำว่า"อัจฉริยะ" ในมุมมองของ โทมัส อัลวา เอดิสันคำว่า"อัจฉริยะ"ในความคิดของผม โทมัส อัลวา เอดิสัน (Thomas Alva Edison) 02 October โครงการของขวัญวันเด็กน้อง มูลนิธิกระจกเงา ( สมุดระบายสี + สีเทียน )
โครงการของขวัญวันเด็กน้อง ( สมุดระบายสี + สีเทียน )
ต้องขอโทษเพื่อนๆ ก่อนนะ เราไม่เคยทำโครงการแบบนี้มาก่อนเลย แล้วก็ไม่รู้ว่ามันมาถึงจุดนี้ได้ยังไง การบริหารจัดการอาจจะยังไม่ค่อยดีนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่เราระมัดระวังมากที่สุดคือ ความโปร่งใส ความชัดเจนของเรื่องยอดเงินและการถูกนำไปใช้ เราเข้าใจว่าเพื่อนๆไว้ใจ แต่อย่างไรก็ตามมันเป็นเรื่องของเงินๆ ทองๆ เราอยากให้ทุกคนสบายใจที่ได้ร่วมกันทำอะไรดีๆ ได้ร่วมกันแบ่งปันโอกาส และได้ร่วมกันแบ่งปันความสุขเล็กๆ ให้กับน้องๆ นะ
ที่มาของโครงการ
เริ่มการสนทนา: Thursday, June 25, 2009 · tookaikong.multiply.com (wsurachai1@hotmail.com) · (L)•.¸°_«¤´¯`¤»°_ นางมารน้อย แห่งหุบเขากระจกเงา...•.¸°_«¤´¯`¤»°_
วิธีการดำเนินการ
วิธีการร่วมสมทบ
วันที่ปิดโครงการ
ปิดรับยอดเงินบริจาควันที่ 19 ตุลาคม 2552 นะครับ หลังจากนั้นจะกระจาย link ของทางอักษราให้คนที่ร่วมบริจาคช่วยๆ กันเลือกหนังสือ และจะดำเนินการสั่งของกับทางคุณหนิงวันที่ 27 ตุลาคม 2552 ครับ
ยอดผู้ร่วมสมทบเงิน
1. สุรชัย วิริยะดี 500 บาท -ได้รับเงินแล้ว 2. อังคณา ทิพวัฒน์ (แป้นศรี มณีเด้ง ) 500 บาท -ได้รับเงินแล้ว 3. วราภรณ์ วิจารณ์พล 500 บาท -ได้รับเงินแล้ว 4. รายได้จากขายของ "Ziim" 200 บาท -ได้รับเงินแล้ว 5. รายได้จากขายของ "Paper I am" 30 บาท -ได้รับเงินแล้ว 6. รายได้จากขายของ "Paper I am" 15 บาท -ได้รับเงินแล้ว 9. รัชนี นิมมานเทอดวงศ์ (ฮั่น) 299 บาท -ได้รับเงินแล้ว 10. ธิดารัตน์ - ไพโรจน์ และ ด.ช.ธีร ชุมบัวจันทร์ 500 บาท - ได้รับเงินแล้ว 11. สมใจ วิริยะดี - สุชาญ แก้วกระจ่าง 14. หนูพลอย ณ บางแสน 300 บาท - ได้รับเงินแล้ว ยอดบริจาครวมปัจจุบัน = 5,579 บาท
|
|
|||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||||
|
|